อังกาบหนู สรรพคุณ ประโยชน์ของต้นอังกาบหนู

ต้นอังกาบหนู ที่กำลังเลื่องลือถึง สรรพคุณของอังกาบหนูว่าเด็ดดวง ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้นั้นโดยมีชาวบ้าน จ.สุโขทัย ลองกินสมุนไพรอังกาบหนูแล้วอาการมะเร็งดีขึ้น ทว่างานวิจัยที่แน่ชัดถึงสรรพคุณของอังกาบหนูกับการรักษาโรคมะเร็ง นั้น ยังไม่เคยมีรายงานให้เราได้ทราบกัน

สรรพคุณ กล่าวกันว่า ในประเทศไทย ใช้แก้งูกัด รากเป็นยาลดไข้ ในประเทศอื่น ๆ กล่าวถึงสรรพคุณของไม้นี้ไว้มาก เช่น ในอินเดีย ใช้น้ำที่คั้นจากใบ ซึ่งมีรสขม แก้เด็กเป็นหวัด และใช้ทากันเท้าแตก เป็นยาลดไข้ แก้อัมพาต โรคปวดตามข้อ โรคคัน และบวม ในอินโดนีเซีย เคี้ยวใบแก้ปวดฟัน น้ำที่คั้นจากใบใช้แก้โรครูมาติซั่ม ปวดหลัง และทาแก้ขี้กราก บางทีก็ใช้รากผสมกับน้ำมะนาวแก้ขี้กราก นอกจากนี้ยังใช้แก้อาหารไม่ย่อย และแก้ท้องผูก ในฟิลิปปินส์ใช้ใบ และยอดอ่อนต้มอาบ ในกรณีที่คนไข้เป็นหวัด น้ำที่คั้นนี้ถ้าเอามาผสมกับน้ำผึ้ง ใช้รักษาเลือดออกตามไรฟัน ใช้หยอดหู และเมื่อเอามาผสมกับน้ำนมใช้ให้คนที่จะคลอดลูกกิน.
อังกาบหนู

อังกาบหนู ชื่อวิทยาศาสตร์ Barleria prionitis L. จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ (ACANTHACEAE)

สมุนไพรอังกาบหนู มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เขี้ยวแก้ง เขี้ยวเนื้อ อังกาบ มันไก่ เป็นต้น

ลักษณะของอังกาบหนู

  • ต้นอังกาบหนู หรือ ต้นอังกาบเหลือง เป็นไม้พุ่มเตี้ย มีความสูงประมาณ 1-1.5 เมตร แตกกิ่งก้านจำนวนมาก มีลำต้นเกลี้ยง มีหนามยาวอยู่รอบข้อ หนามมีความประมาณ 1-2 เซนติเมตร มักพบขึ้นหนาแน่นเป็นวัชพืชอยู่ตามเขาหินปูนในที่แห้งแล้งทางภาคใต้และภาคตะวันตกเฉียงใต้ของไทย และมีเขตการกระจายพันธุ์ทั่วไปในแอฟริกา ปากีสถาน อินเดีย พม่า มาเลเซีย รวมไปถึงภูมิภาคอินโดจีน
  • ใบอังกาบหนู หรือ ใบอังกาบเหลือง มีใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน มีความยาวประมาณ 4-12 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเรียวสอบจรดกับก้านใบ ที่ปลายมีติ่งแหลม ขอบใบมีขนแข็ง แผ่นใบมีขนสั้นนุ่มกระจายอยู่ด้านล่าง ก้านใบมีความยาวได้ประมาณ 2.5 เซนติเมตร
  • ดอกอังกาบหนู (อังกาบดอกเหลือง) ออกดอกเป็นช่อเป็นกระจุกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง (ออกหนาแน่นที่ช่วงปลายกิ่งคล้ายช่อเชิงลดสั้น) มีใบประดับดอกลักษณะเป็นรูปแถบยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ใบประดับย่อยเป็นหนาม ติดทน มีความยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบเรียงซ้อนเหลื่อมกันอยู่ มีขนาดไม่เท่ากัน คู่นอกจะมีขนาดใหญ่กว่า มีความยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ที่ปลายเป็นติ่งหนาม กลีบคู่ในรูปไข่ ปลายแหลมยาว กลีบดอกลักษณะคล้ายรูปปากเปิด หลอดกลีบยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร ดอกอังกาบหนูมีกลีบดอก 5 กลีบ มีสีส้มหรือเหลือง กลีบด้านบนมี 4 กลีบ มีความยาวเท่ากัน หลอดกลีบเรียงซ้อนเหลื่อมกัน ส่วนกลีบล่างจะมีขนาดเล็กกว่ากลีบบนเล็กน้อย มีเกสรตัวผู้ 2 ก้าน ติดอยู่ที่โคนกลีบดอก ยื่นเลยปากหลอดกลีบเล็กน้อย อับเรณูมีความยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร เกสรตัวผู้ที่เป็นหมัน 2 ก้าน มีขนาดเล็ก มีรังไข่เป็นรูปไข่ มีความประมาณ 3-4 มิลลิเมตร มีช่องอยู่ 2 ช่อง แต่ละช่องมีออวุลอยู่ 2 เม็ด ส่วนก้านเกสรตัวเมียมีลักษณะเรียวยาว ยาวกว่าเกสรตัวผู้ ยอดเกสรเป็น 2 พู ไม่ชัดเจนนัก
  • ผลอังกาบหนู ลักษณะของผลเป็นแบบแคปซูล รูปไข่แกมรูปขอบขนาน มีความประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ที่ปลายเป็นจะงอย ด้านในมีผลมีเมล็ดแบน ลักษณะคล้ายรูปไข่ มีความยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร และมีขนคล้ายไหมแบนราบ

อังกาบหนู สรรพคุณที่ควรรู้จัก
ข้อมูลจากตำรับยาพื้นบ้าน และภูมิปัญญาหมอชาวบ้าน พบว่า สรรพคุณของต้นอังกาบใช้ได้หลายส่วนและบำบัดอาการได้หลายโรค ดังนี้

ใบอังกาบหนู

  • ต้มใบกินแก้ปวดฝี ถอนพิษร้อนอักเสบ
  • แก้ไข้ แก้หวัด โดยคั้นน้ำต้มใบอังกาบมากินเป็นยา
  • เคี้ยวใบกินแก้ปวดฟัน
  • คั้นน้ำใบอังกาบหนูผสมน้ำผึ้งช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  • กินใบสด ๆ แก้ท้องผูก
  • น้ำคั้นจากใบใช้หยอดหู แก้อาการหูอักเสบได้
  • น้ำคั้นใบแก้พิษงู
  • น้ำคั้นจากใบใช้รักษาอาการคัน
  • น้ำต้มใบแก้ปวดบวม ปวดตามข้อ
  • น้ำต้มจากใบช่วยแก้อาหารไม่ย่อย
  • น้ำจากใบช่วยฟอกโลหิต

ดอกต้นอังกาบหนู

  • บำรุงธาตุทั้งสี่ โดยนำดอกอังกาบหนูมาตากแห้งแล้วต้มกินเป็นยา
  • น้ำต้มจากดอกอังกาบหนูแห้งใช้ดื่มละลายเสมหะ บรรเทาอาการไอแบบมีเสมหะได้

รากต้นอังกาบหนู

  • รากชนิดดอกสีเหลืองมีฤทธิ์แก้ไข้ ดับพิษร้อนในร่างกาย รากชนิดดอกสีฟ้าม่วงช่วยขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน
  • รากแก้พิษตะขาบ พิษงู
  • ต้มรากผสมน้ำมะนาวแก้กลากเกลื้อน
  • น้ำต้มจากรากแก้อาหารไม่ย่อย โดยอาจผสมน้ำมะนาวช่วยเพิ่มรสชาติและกระตุ้นระบบย่อยอาหารได้
  • รากใช้เป็นยารักษาฝี
  • คุมกำเนิด โดยสารสกัดจากรากอังกาบหนูมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสเปิร์ม และทำให้การเคลื่อนไหวของสเปิร์มลดลงในหนูทดลอง แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนในคน

นอกจากนี้ยังมีคนนำทั้ง 5 ส่วนของต้นอังกาบหนู ทั้งใบ ราก ดอก เมล็ด เกสร มาต้มเป็นยาแก้ไขข้ออักเสบได้อีกด้วย

ประโยชน์ของอังกาบหนู
น้ำคั้นจากใบสามารถใช้ทาแก้ส้นเท้าแตกได้ (ใบ)
ประโยชน์ของอังกาบดอกเหลือง โดยทั่วไปแล้วจะนิยมปลูกไว้เป็นไม้ประดับสวน เนื่องจากมีดอกที่สวยงาม แต่ในปัจจุบันอังกาบดอกเหลืองนั้นหายากมาก เท่าที่เคยเห็นมาก็มีแต่สวนนงนุชพัทยา แต่ก็นานแล้วนะครับ หรือถ้ามีที่ไหนช่วยแนะนำด้วยนะครับ

ต้นอังกาบหนูในงานวิจัย
ข้อมูลจากสำนักสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สารสกัดจากราก อังกาบหนู (Barleria prionitis L.) ที่ให้แก่หนูขาวเพศผู้ในขนาด 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวัน นาน 60 วัน ให้ผลคุมกำเนิดได้ 100%

เพราะฤทธิ์ของสารสกัดอังกาบหนูเข้าไปรบกวนการสร้างสเปิร์ม ทำให้ลดจำนวนสเปิร์มลง แถมยังมีฤทธิ์ทำให้การเคลื่อนที่ของสเปิร์มลดลงด้วย รวมไปถึงสารสกัดต้นอังกาบหนูมีผลทำให้น้ำหนักอัณฑะของหนูลดลง ส่งผลให้กระบวนการสร้างสเปิร์มผิดปกติ

งานวิจัยจากประเทศอินเดีย ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Research Journal of Phytochemistry ระบุว่า สารสกัดจากต้นอังกาบหนู เป็นยาปฏิชีวนะที่มีความสามารถสารต้านจุลชีพ ยับยั้งการอักเสบมีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ โรคไขข้ออักเสบ โรคอุจจาระร่วง เเละสารสกัดเอททานอลจากใบและรากของต้นอังกาบหนูไม่พบความเป็นพิษในหนูทดลอง

อย่างไรก็ตาม ต้นอังกาบหนู ยังไม่พบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องว่าสามารถหรือมีฤทธิ์ในการรักษาโรคมะเร็งได้ ถึงแม้ว่าอาจจะมีแต่ก็มีเพียงแต่การทดลองในห้องวิจัยในสัตว์ทดลอง ยังไม่มีงานวิจัยที่ทำในคน ดังนั้นควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนกิน หรือควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ทุกครั้ง

แหล่งอ้างอิง : สารานุกรมพืช สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช,สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ภาพประกอบ : www.bansuanporpeang.com

ใส่ความเห็น