บร็อคโคลี่ สรรพคุณ ประโยชน์ของผักบร็อคโคลี่

สรรพคุณบล็อกโคลี่ ป้องกันการเกิดมะเร็ง ป้องกันโรคเบาหวาน ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ช่วยลดคอเรสเตอรอลในเส้นเลือด โดยเฉพาะ pectin fiber หรือเรียก calcium pectate มีคุณสมบัติลดการปล่อยคอเรสเตอรอลจากตับสู่กระแสเลือดได้ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ต้านอนุมูลอิสระ

บร็อคโคลี่ (Broccoli) เป็นผักในตระกูลกะหล่ำหรือคะน้าที่นิยมนำดอกอ่อน และก้านดอกมารับประทาน นอกจากนั้น ยังพบสารต้านอนุมูลอิสระ ซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ที่สามารถออกฤทธิ์ต้านการเกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด ซึ่งปัจจุบัน บร็อคโคลี่ที่รับประทานส่วนมากในไทยจะนำเข้ามาจากออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น เพราะการปลูกในประเทศยังมีน้อย ไม่เพียงพอต่อการบริโภค

บร็อคโคลี เป็นพืชที่ชอบอากาศหนาวเย็น ดังนั้น ในระยะแรกที่มีการปลูกในประเทศไทยจะปลูกได้เฉพาะในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น และต้องปลูกบนดอยหรือบนภูเขาสูงในภาคเหนือจึงจะเติบโตให้ผลผลิตได้ ต่อมามีการปรับปรุงพันธุ์ทำให้สามารถปลูกได้ในทุกฤดู และในทุกพื้นที่

การปลูกบร็อคโคลีในปัจจุบันถึงแม้จะปลูกได้ในทุกพื้นที่ และทุกฤดู แต่ก็ยังประสบปัญหาในด้านผลผลิต โดยเฉพาะการปลูกในฤดูแล้ง และฤดูฝนที่มักให้ผลผลิตต่ำกว่าฤดูหนาว และพื้นที่ลุ่มมักให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกบนพื้นที่สูง และบร็อคโคลีที่ปลูกในฤดูฝนมักเกิดโรครากเน่าได้ง่าย ทำให้บร็อคโคลีขาดแคลนอย่างมากในฤดูฝนจนมีราคาสูงกว่าในทุกฤดู

ลักษณะของบร็อคโคลี่
ต้นบร็อคโคลี่ มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในทางตอนใต้ของยุโรป แถว ๆ ประเทศอิตาลี และภายหลังได้มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย โดยแหล่งที่ปลูกบร็อคโคลี่มากที่สุดในบ้านเราก็คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ กาญจนบุรี และกรุงเทพฯ โดยต้นบร็อคโคลี่นั้นจะมีลักษณะเป็นทรงพุ่มใหญ่เก้งก้าง ลำต้นใหญ่และอวบ ลักษณะของดอกมีขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 16 เซนติเมตร จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มช่อหนาแน่น มีสีเขียวเข้ม ส่วนลักษณะของใบจะกว้าง มีสีเขียวเข้มออกเทา ริมขอบใบหยัก ตามปกติแล้วเราจะนิยมบริโภคในส่วนที่เป็นดอกและในส่วนของลำต้นจะนิยมรองลงมา แต่คุณค่าทางอาหารกลับมีอยู่มากในส่วนของลำต้น ดังนั้นการรับประทานทั้งสองส่วน ร่างกายก็จะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดนั่นเอง จากการศึกษาวิจัยของมหาลัยอิลลินอยส์พบว่า การรับประทานบร็อคโคลี่ โดยเฉพาะหน่อหรือต้นอ่อนของบร็อคโคลี่นั้น เมื่อรับประทานร่วมกับต้นอ่อนของบร็อคโคลี่จะช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ! เนื่องจากในหน่อหรือต้นอ่อนบร็อคโคลี่นั้นมีเอนไซม์ไมโรซิเนส (Myrosinase) จะมีปริมาณมากกว่าต้นบร็อคโคลี่ที่โตแล้ว ซึ่งการรับประทานบร็อคโคลี่เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจะต้องไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานจนเกินไป เพราะจะไปทำลายเอนไซม์ไมโรซิเนสและซัลโฟราเฟนได้

พันธุ์บร็อคโคลี่ ที่นิยมปลูกมากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ สายพันธุ์เดซิกโก (De Cicco), พันธุ์ซากาต้า (Green Duke), พันธุ์กรีนโคเมท (Green Comet) และสายพันธุ์เจียไต๋

บร็อคโคลี่เป็นผักที่รสชาติหวานกรอบ สามารถรับประทานสดได้ หรือจะนำมาประกอบอาหารก็ได้หลากหลายเมนู อีกทั้งบร็อคโคลี่ยังมีคุณค่าทางสารอาหารที่สูงด้วย เพราะอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เบตาแคโรทีน วิตามิน C และสารอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย รวมไปถึงสารเคมีทางธรรมชาติที่มีชื่อว่า ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) และสารอินดอล (indole) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านมะเร็ง และการรับประทานบร็อคโคลี่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1/2 ถ้วย ก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพอย่างมาก

ประโยชน์บรอกโคลี
บรอกโคลี มีรสชาติหวานกรอบ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย อีกทั้งมีคุณค่าทางอาหารสูง อุดมไปด้วยบีตา-แคโรทีน (beta-carotene) เส้นใยอาหาร วิตามิน C และสารต่าง ๆ อีกหลายชนิด บรอกโคลีประกอบไปด้วยสารเคมีทางธรรมชาติชื่อ sulforaphane และ indoles ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็ง เราสามารถรับประทานบรอกโคลีได้ทั้งแบบสด และนำมาประกอบ ในเมนูอาหารต่าง ๆ เช่น น้ำสลัด พิซซา พาสต้า สเต็ก บร็อกโคลีผัดกุ้ง ซุป ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะให้สารอาหาร จำพวกวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม โฟลิก ฟอสฟอรัส เหล็ก และไฟเบอร์ บรอกโคลี ยังมีสรรพคุณป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • โรคมะเร็ง ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด
  • โรคหัวใจและความดันโลหิตสูง
  • บำรุงสายตา
  • ป้องกันการผิดปกติของเด็กแรกเกิด
  • โรคอัลไซเมอร์

สรรพคุณบล็อกโคลี่

  • ป้องกันการเกิดมะเร็ง
  • ป้องกันโรคเบาหวาน
  • ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
  • ช่วยลดคอเรสเตอรอลในเส้นเลือด โดยเฉพาะ pectin fiber หรือเรียก calcium pectate มีคุณสมบัติลดการปล่อยคอเรสเตอรอลจากตับสู่กระแสเลือดได้
  • ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
  • ช่วยป้องกันโรคหัวใจ
  • ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย
  • ต้านอนุมูลอิสระ

สารต้านอนุมูลอิสระ(antioxidant) ซัลโฟราเฟน (sulforaphane) พบมากในบร็อคโคลี่ สามารถออกฤทธิ์ต้านการเกิดมะเร็งได้ ได้แก่

  • มะเร็งปอด
  • มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  • มะเร็งเต้านม
  • มะเร็งต่อมลูกหมาก
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
  • มะเร็งลำ ไส้ใหญ่
  • โรคมะเร็งกระเพาะ (ซัลโฟราเฟนเข้าไปยับยั้ง และทำลายแบคทีเรีย Helicobacter pylori ที่เป็นสาเหตุมะเร็งกระเพาะ)
  • ซัลโฟราเฟน สามารถป้องกัน retina และผิวหนัง จากการเข้าทำลายของรังสี UV ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งที่ผิวหนังได้
  • การรับประทานดอกอ่อนบร็อคโคลีในระหว่างการตั้งครรภ์ จะช่วยให้มารดามีสุขภาพแข็งแรง ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดทั้งในมารดา และทารกในครรภ์ รวมถึงช่วยให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดี

การเพาะปลูก
บรอกโคลีเป็นพืชผักที่ปลูกในสภาพอุณหภูมิต่ำ บรอกโคลีเติบโตได้ดีที่สุดเมื่อสัมผัสกับอุณหภูมิเฉลี่ยต่อวันระหว่าง 18°C และ 23°C (64°F และ 73°F) วิธีปลูก คือ หลังจากต้นกล้ามีอายุ 25 – 30 วัน จึงทำการถอนกล้าไปปลูก วิธีถอนก็โดยการใช้มือดึงตรงส่วนใบขึ้นมาตรง ๆ ไม่ใช่จับที่ลำต้นเพราะอาจทำให้ช้ำได้ เมื่อถอนแล้วใส่เข่งเอาผ้าชุบน้ำคลุมเก็บไว้ในที่ร่ม พอตอนเย็นแดดอ่อน ๆ ประมาณบ่าย 3 – 4 โมง จึงนำมาปลูกในแปลงปลูกที่เตรียมรดน้ำเอาไว้แล้ว ใช้นิ้วชี้เจาะดินเป็นรูปักต้นกล้าลงไปแล้วกดดินพอประมาณไม่ต้องถึงกับแน่น ระยะปลูกระหว่างต้นห่างประมาณ 30 – 60 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถวห่างประมาณ 50 – 100 เซนติเมตร ผลของการปลูกห่างก็คือ จะทำให้ลำต้นโตได้เต็มที่ไม่ต้องเบียดกัน จะทำให้ได้ดอกใหญ่ขึ้น น้ำหนักต่อต้นสูง และไม่เกิดโรคเน่าที่เกิดจากต้นพืชเบียดกันแน่นเกินไป หลังจากปลูกแล้วคลุมดินด้วยฟางแห้งหรือหญ้าบาง ๆ เพื่อช่วยให้ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็ว ช่วยรักษาความชื้นของดิน และภายหลังเมื่อผุพังแล้วยังกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ให้แก่ดินอีกด้วย เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (TH), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ใส่ความเห็น