ถั่วเหลือง สรรพคุณ ประโยชน์และโทษของถั่วเหลือง

สรรพคุณถั่วเหลือง เมล็ดใช้เป็นยาระบาย (เมล็ด) ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการท้องผูก และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคริดสีดวงทวาร เส้นใยอาหารจากถั่วเหลือง สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ (แอนดริว พี โกลด์เบิร์ก) และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ดร.เดวิด เจนคินส์ ยังกล่าวว่า ถั่วเหลืองเป็นพืชที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีที่สุด ช่วยป้องกันการขาดแคลเซียม ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ช่วยลดความรุนแรงของโรคกระดูกผุ ช่วยลดการสลายของกระดูก และป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยบำบัดและรักษาผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต เนื่องจากถั่วเหลืองมีสารไอโซฟลาโวน ที่ช่วยทำให้เลือดลมเดินสะดวก ซึ่งเป็นผลการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงที่ทำการศึกษากับคนไข้ 102 รายที่เป็นอัมพาตเพราะเส้นเลือดเลี้ยงสมองอุดตันมาก่อนและเป็นโรคหัวใจในเวลาต่อมา

ถั่วเหลืองเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้นานัปการ นอกเหนือไปจากการสกัดน้ำมัน เมล็ดถั่วเหลืองใช้ประกอบอาหาร เช่น เต้าหู้ เต้าเจี้ยว ถั่วเน่า ซีอิ๊ว เส้นบะหมี่ น้ำนมถั่วเหลือง คุกกี้ โปรตีนแห้ง เนื้อเทียม ฟองเต้าหู้ และถั่วงอก เป็นต้น จีนใช้ถั่วเหลืองผิวดำปรุงยารักษาโรคหัวใจ ตับ ไต กระเพาะ และลำไส้ และเป็นอาหารเสริม เพื่อบำรุงสุขภาพ ชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคถั่วเหลืองฝักสด (เก็บเกี่ยวเมื่อฝักยังมีสีเขียวสด) เป็นอาหารว่าง และนำเข้าประเทศในบริมาณมาก กากถั่วเหลืองใช้เป็นส่วนผสมอาหารสัตว์ นอกจากนี้การปลูกถั่วเหลือง ยังเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทั้งในด้านเพิ่มอินทรียวัตถุ และธาตุไนโตรเจน

ชื่อสามัญ Soya bean
ชื่อพฤกษศาสตร์ Glycine max (L.) Merrill
ชื่อวงศ์ FABACEAE
แหล่งกำเนิดและการกระจายพันธุ์ เอเชีย ออสเตรเลีย

ถั่วเหลืองมีถิ่นกำเนิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ที่ติดต่อกับแมนจูเรีย ชาวจีนคุ้นเคยในการเพาะปลูก และใช้ประโยชน์จากถั่วเหลืองมาเป็นเวลากว่า ๕,๐๐๐ ปี ต่อจากนั้นก็ได้ขยายออกไปสู่ประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลี และญี่ปุ่น และแพร่หลายไปถึงทวีปยุโรป และอเมริกา เมื่อประมาณร้อยกว่าปี ปัจจุบันประเทศที่ปลูกถั่วเหลืองมากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา รองลงมาได้แก่ บราซิล จีน และอาร์เจนตินา ตามลำดับ ประเทศเหล่านี้อยู่ในเขตอบอุ่น มีสภาพอากาศค่อนข้างเย็น เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และให้ผลิตผลต่อไร่สูง

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดเกี่ยวกับการนำถั่วเหลืองเข้ามาปลูกในประเทศไทย แต่สันนิษฐานว่า นำเข้ามาโดยพวกพ่อค้า และชาวเขา ซึ่งเดินทางไปมาระหว่างจีนตอนใต้ และภาคเหนือของประเทศไทยแต่สมัยโบราณ ต่อมาจึงแพร่หลายไปในกลุ่มชาวไทย ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ พระยาอนุบาลพายัพกิจ เทศาภิบาลมณฑลพายัพ ได้ส่งเสริมให้มีการปลูกถั่วเหลือในนา หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากนั้นการเพาะปลูกก็ขยายตัวออกไปสู่ภาคต่างๆ พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในระยะแรก จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๐ จึงขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความต้องการกากถั่วเหลือง (หลังจากที่ได้นำเมล็ดไปสกัดเอาน้ำมันออกแล้ว) เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ทั่วทั้งประเทศมีพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองประมาณ ๒,๓๐๐,๐๐๐ ไร่ โดยปลูกในภาคเหนือ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ภาคละ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ รวมผลิตผลทั่วประเทศได้ ๓๔๐,๐๐๐ ตัน คิดเป็นมูลค่าที่เกษตรกรขายได้ ๒,๗๐๐ ล้านบาท แต่ก็ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ต้องนำเข้ากากถั่วเหลือง เพื่อใช้เลี้ยงสัตว์อีก ๒๓๐,๐๐๐ ตัน ในอนาคตคาดว่า พื้นที่เพาะปลูก และผลิตผลถั่วเหลืองภายในประเทศ จะเพิ่มมากขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ผลิตถั่วเหลืองได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายใน ประเทศ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ถั่วเหลืองมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Glycine max (L.) Merrill อยู่ในวงศ์ (Family) Legumeminosae เป็นพืชล้มลุก ทรงต้นเป็นพุ่ม มีความสูงระหว่าง ๕๐ เซนติเมตรถึงสองเมตร บางพันธุ์ก็เลื้อยเป็นเถา ระบบรากประกอบด้วยรากแก้ว ซึ่งอาจหยั่งลึกลงไปถึง ๒ เมตร ส่วนรากฝอยเกิดเป็นกระจุกประสานกันอยู่ใต้ ระดับผิวดิน บริเวณผิวรากมีปมของบัคเตรีเกาะอยู่เห็นได้ชัดเจน ลำต้นแตกกิ่งจำนวน ๓ – ๘ กิ่ง มีขนสีขาว น้ำตาล หรือเทาคลุมอยู่ ใบถั่วเหลือง เกิดสลับกัน เป็นใบรวม ประกอบด้วย ใบย่อย ๓ ใบ รูปร่างกลมรี ช่อดอกเกิดจากมุมใบและ ปลายยอด ดอกมีขนาดเล็กสีขาวหรือม่วง จำนวน ๓ – ๑๕ ดอกต่อหนึ่งช่อ ดอกสมบูรณ์เพศมี อับเกสรตัวผู้และรังไข่อยู่ในดอกเดียวกัน การผสม เกสรเกิดขึ้นก่อนดอกบาน รังไข่จะเจริญเติบโต เป็นฝักรูปยาวและโค้ง ภายในมีเมล็ด ๒ – ๓ เมล็ด เรียงตัวอยู่ตามแนวนอน เปลือกหุ้มเมล็ด มีทั้งสีเหลือง เขียว น้ำตาล และดำ ภายใน เมล็ดมีใบเลี้ยงสีเหลืองหรือเขียวสองใบหุ้มต้น อ่อนอยู่ภายใน

สรรพคุณของถั่วเหลือง

  • ใช้เป็นยาบำรุงโลหิต ด้วยการใช้เปลือกเมล็ดแห้งประมาณ 10-15 กรัมมาต้มกับน้ำดื่ม (เปลือกเมล็ด)
  • กากถั่วเหลืองช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด (กากเมล็ด)
  • ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และมีบางการศึกษาระบุว่า การบริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำ อาจช่วยลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย และมะเร็งเต้านมในเพศหญิงวัยที่ยังมีประจำเดือน แต่อาจเพิ่มโอกาสของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในเพศหญิงวัยที่หมดประจำเดือนแล้วได้ ซึ่งเป็นผลมาจากสารไฟโตเอสโตรเจน แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน และยังไม่สามารถระบุได้ว่า ถั่วเหลืองสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ช่วยป้องกันโรคมะเร็งของเนื้อเยื่อระบบสืบพันธุ์ (สารไฟโตเอสโตรเจน) ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งช่องคลอด มะเร็งต่อมลูกหมาก (Isoflavones)
  • เส้นใยอาหารจากถั่วเหลือง สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ (แอนดริว พี โกลด์เบิร์ก) และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ดร.เดวิด เจนคินส์ ยังกล่าวว่า ถั่วเหลืองเป็นพืชที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีที่สุด
  • ช่วยป้องกันการขาดแคลเซียม ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ช่วยลดความรุนแรงของโรคกระดูกผุช่วยลดการสลายของกระดูก และป้องกันโรคกระดูกพรุน
  • ช่วยบำบัดและรักษาผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต เนื่องจากถั่วเหลืองมีสารไอโซฟลาโวน ที่ช่วยทำให้เลือดลมเดินสะดวก ซึ่งเป็นผลการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงที่ทำการศึกษากับคนไข้ 102 รายที่เป็นอัมพาตเพราะเส้นเลือดเลี้ยงสมองอุดตันมาก่อนและเป็นโรคหัวใจในเวลาต่อมา

เมล็ดถั่วเหลืองประกอบไปด้วย โปรตีน ร้อยละ ๓๕ – ๕๐ น้ำมันร้อยละ ๑๒ – ๒๐ (มีส่วนประกอบของน้ำมันชนิดไม่อิ่มตัวร้อยละ ๘๕) เป็นน้ำมันคุณภาพดี สามารถละลายสารคอเลสเตอรอลที่เกาะผนังเส้นเลือดได้ นอกจากนี้มีวิตามินบี ซี อี และเลซิติน รวมอยู่ด้วย ในเมล็ดถั่วเหลืองมีสารพิษบางชนิด ที่ระงับการย่อยของโปรตีน ซึ่งสามารถขจัดให้หมดได้ โดยการนำไปผ่านความร้อน ก่อนนำไปแปรรูป เพื่อใช้ประโยชน์

น้ำมันถั่วเหลืองหลังจากทำให้บริสุทธิ์แล้ว ใช้แปรรูป เพื่อประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น ทำน้ำมันสลัด เนยเทียม และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม เช่น น้ำมันผสมสี หล่อลื่น ยารักษาโรค กากถั่วเหลืองที่ได้ มีส่วนประกอบของโปรตีน สูงกว่าร้อยละ ๕๐ นำไปใช้เป็นอาหาร และเป็นส่วนผสมที่สำคัญในการผลิตอาหารสัตว์

ถั่วเหลืองเป็นพืชในวงศ์ถั่ว เช่นเดียวกับถั่วอื่นๆ เช่น ถั่วพู ถั่วเขียว และถั่วลิสง ถั่วเหลืองเป็นพืชอาหารที่สำคัญมากสำหรับผู้คนในทวีปเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะชาวจีน จากหลักฐานพบว่ามีการปลูกถั่วเหลืองในประเทศจีนทางตอนเหนือมานานกว่า 7,000 ปีแล้ว ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่เป็นที่นิยมแพร่หลายมาก ได้แก่ นมถั่วเหลือง ซีอิ๊ว เต้าหู้ เต้าเจี้ยว และน้ำมันถั่วเหลือง อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้ ผู้ผลิตถั่วเหลืองสำคัญที่สุดกลับเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา (56% ของปริมาณผลผลิตทั่วโลก) รองลงมาคือบราซิล และจีน ประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างรับประทานถั่วเหลืองมาก แต่สามารถผลิตถั่วเหลืองได้เพียงครึ่งหนึ่งของความต้องการภายในประเทศ ที่เหลือจึงต้องมีการนำเข้าในปัจจุบันมีการนำถั่วเหลืองมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อีกหลายอย่าง เช่น ทำโปรตีนถั่วเหลือง แป้งถั่วเหลือง และอาหารเสริมเลซิติน ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการสกัดน้ำมันถั่วเหลือง

โทษของถั่วเหลือง

ข้อมูลจาก The Weston A. Price Foundation in Washington, DC USA (หมายเหตุ ข้อความในวงเล็บข้างท้ายแต่ละข้อ คือ ชื่อของผู้ทำวิจัย และปีที่ทำวิจัย)

  1. การกินโปรตีนถั่วเหลืองผง 30 ซีซี ทุกวัน สามมารถทำให้เกิดความผิดปกติที่เต้านมได้ จากฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจน (phyto estrogen) (Petrakis, N.L.,1996) แต่สำหรับ Weston A. Price Foundation เขียนไว้แบบนี้เลยครับ Soy phytoestrogens disrupt endocrine function and have potential to cause infertility and to promote breast cancer in adult women แปลเป็นไทยก็คือฮอร์โมนเอสโตรเจนในถั่วเหลือง ขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ และมีแนวโน้มที่จะทำให้เป็นหมัน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิง
  2. ผลของโปรตีนถั่วเหลืองในผู้หญิงก่อนวัยทองและวัยทอง พบว่าโปรตีนถั่วเหลือง
    ทำให้มีการสร้างน้ำนมที่ผิดปกติ
    ทำให้เนื้อเยื่อเต้านมหนาตัวขึ้น
    ทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนไดออลในเลือดเพิ่มขึ้น
    ทั้ง 3 ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าผลของฮอร์โมนเอสโตรเจน (phytoestrogen) ที่มีในถั่วเหลืองนั้น มีผลต่อเต้านมของผู้หญิงจริงๆ (Petrakis,N.L.,1966)
  3. ในสัตว์ที่ตั้งครรภ์ ถ้าให้เลี้ยงด้วยโปรตีนถั่วเหลือง อาจทำให้ลูกของสัตว์เหล่านั้นมีอวัยวะเพศที่ผิดปกติ และอาจทำให้เกิด ‘กลุ่มอาการเอสโตรเจน’ (estrogen syndrome) โดยเพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคต่อไปนี้ เช่น โรคต่อมไธรอยด์ โรคกระดูกผุ โรคถุงน้ำดี โรคมะเร็ง เป็นหมัน โรคหัวใจ
  4. การใช้โปรตีนถั่วเหลืองผงเป็นอาหารในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ทำให้ผู้หญิงเหล่านั้นมีภาวะเหมือนได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Brasid, D.D., et al., 1995)
  5. โปรตีนถั่วเหลืองมีสารต้านธัยรอยด์ฮอร์โมน คือ ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) เจนีสทีน (Geneistein) เดคซีน (Daidzein) (Devi,R.I., and D.R. Doerge,1997)
  6. โปรตีนถั่วเหลืองมีสารต้านธัยรอยด์ฮอร์โมน พบว่ามีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ในเด็กทารกที่กินนมถั่วเหลือง (valentine, Tom, 1997) มีการศึกษาการทำงานของต่อมธัยรอยด์ในคนที่กินถั่วเหลืองพบว่า ต่อมธัยรอยด์ถูกกดการทำงาน และมีคอพอกในหลายงานวิจัย (Ishizuki,Y.,et al.,1991 : Divi,R.I. and D.R. Doerge,1997)
  7. ถั่วเหลืองมีสารต้านน้ำย่อยโปรตีน ซึ่งยับยั้งการย่อยสลายโปรตีน จะทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายโปรตีนได้ (Fallon,S.W. and Mary G. Enig 1995)
  8. โปรตีนถั่วเหลืองมีสาร phytic acid สูงมาก สารนี้ยับยั้งการดูดซึมเกลือแร่ โดยเฉพาะสังกะสี แคลเซี่ยม แมกนีเซี่ยม เหล็ก (Fallon,S.W. and Mary G.Enig 1995)
  9. ถั่วเหลืองมีสารที่ทำให้โปรตีนจับตัวกันเป็นก้อน ที่เรียกว่า Hemagglutinin ทำให้เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวจับกันเป็นก้อน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดเสียไป (Fallon,S.W. and Mary G. Enig 1995)
  10. Processing of soy protein results in the formation of toxic lysinoalanine and highly carcinogenic nitrosamines แปลเป็นไทย กระบวนการผลิตโปรตีนถั่วเหลือง ทำให้เกิดสารพิษที่เรียกว่า ‘ไลซิโน อะลานีน’ และสารก่อมะเร็งชื่อว่า ‘ไนโตรซามีน’ (The Weston A.Price Foundation in Washington, DC)

อ้างอิง : มูลนิธิหมอชาวบ้าน www.doctor.or.th.ainews1. “ประโยชน์และโทษของถั่วเหลือง“. อ้างอิงใน : นายแพทย์เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์, Dr.Lita Lee, และ The Weston A. Price Foundation for Wise Traditions in Food, Farming, and the Healing Arts. “Soy Alert!“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.westonaprice.org., ainews1.com. http://www.monmai.com/ถั่วเหลือง

ใส่ความเห็น